Call Call LINE Line WhatsApp WhatsApp Google Map Google-Map

FITme คืออะไร?

FITme คือ นวัตกรรมซิลิโคนออกแบบจำเพาะบุคคล ด้วยการผสมผสานของเทคโนโลยี 3D ขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูลจาก CT ที่มีความแม่นยำ ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นรูปหน้าและโครงสร้างกระดูกได้อย่างละเอียดในรูปแบบ 3D ทำให้ออกแบบซิลิโคนให้พอดีกับใบหน้าของแต่ละบุคคลได้อย่างถูกจุดประสงค์ พร้อมด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีของแหล่งผลิตซิลิโคน ผ่านการผลิตซิลิโคนมามากกว่า 10,000 เคส จึงมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัย

นวัตกรรมออกแบบซิลิโคนด้วยเทคโนโลยี 3D แนบสนิท ปลอดภัย มั่นใจคุณภาพ

ซิลิโคนสั่งทำเฉพาะบุคคล FITme เรียบเนียนเป็นธรรมชาติ แก้ปัญหาตรงจุด

ซิลิโคนที่นำมาใช้ผ่านการปรับแต่งให้พอดีตั้งแต่กระบวนการออกแบบจนถึงการผลิต ให้เข้ากับบริเวณที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตามจุดประสงค์ในการผ่าตัด ช่วยลดการสึกกร่อนของกระดูก ลดการเคลื่อน การบิดเบี้ยว และการขยับของซิลิโคนได้ ต่างจากการเหลาซิลิโคนสำเร็จรูป อีกทั้งวัสดุที่ใช้นั้นผ่านการวิจัย มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับร่างกาย ได้รับการรับรองจาก KFDA ประเทศเกาหลีใต้และมีการใช้งานในโรงพยาบาลกว่า 140 แห่ง ใน 6 ประเทศ

นอกจากกรณีการผ่าตัดเพื่อเสริมใบหน้าแล้ว ในกรณีแก้ไขยังสามารถใช้รูปร่างและขนาดของซิลิโคนเดิมมาเป็นข้อมูลอ้างอิงในการออกแบบและผลิตซิลิโคนชิ้นใหม่ขึ้นมาได้อีกด้วย

FITme สามารถใช้กับส่วนใดได้บ้าง?

FITme Chin เสริมคาง (3D printing)

ซิลิโคนเฉพาะบุคคล จากเทคโนโลยี FITme 3D Imaging และ 3D Printing ออกแบบและผลิตให้เข้ากับบริเวณที่มีปัญหา เพื่อลดการขยับของซิลิโคนและการสึกกร่อนของกระดูก สามารถปรับขนาดและความหนาได้ตามจุดประสงค์ ยกระดับความปลอดภัยและความแม่นยำในการเสริมคาง ลดแผลผ่าตัด ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลง นอกจากนี้ยังออกแบบซิลิโคนสำหรับเคสตกแต่งและเสริมสร้างโดยวิเคราะห์จากการแตกหักของกระดูกได้ เพื่อเสริมให้สัดส่วนของคาง กราม และจมูกเหมาะสมกัน ทำให้ใบหน้าสมมาตร ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ทำได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และ LGBT+

FITme Nasal เสริมจมูก (3D printing)

วิเคราะห์สัดส่วนและโครงสร้างกระดูก กระดูกอ่อน ผิวหนัง หรือซิลิโคนเดิมที่ใส่อยู่อย่างละเอียดด้วยเทคโนโลยี FITme 3D Imaging และ 3D Printing เพื่อวางแผนผลิตซิลิโคนให้สามารถแนบสนิทไปกับจุดที่มีปัญหา ลดการเบี้ยว การเคลื่อน หรือการขยับของซิลิโคน และลดการอักเสบจากการเกิดช่องว่างระหว่างซิลิโคนและจมูกที่มีสาเหตุมาจากซิลิโคนไม่พอดี นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนความหนาและขนาดได้ตามความต้องการและความเหมาะสม ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดและการแก้ไข ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ

FITme Forehead เสริมหน้าผาก (3D printing)

ซิลิโคนเฉพาะบุคคล ออกแบบและผลิตให้พอดีกับบริเวณที่มีปัญหา ลดการขยับของซิลิโคนและการสึกกร่อนของกระดูก สามารถออกแบบซิลิโคนให้เรียบ ไร้ขอบ หน้าผากมีความนูนอย่างเป็นธรรมชาติและเห็นผลถาวร และหากมีการฉีดฟิลเลอร์หรือไขมันก็สามารถออกแบบซิลิโคนโดยอาศัยการวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี FITme 3D Imaging และ 3D Printing ได้

FITme Temples เสริมขมับ (3D printing)

วิธีการที่ช่วยแก้ไขปัญหาขมับตอบหรือยุบตัวได้อย่างตรงจุด ให้ผลลัพธ์แตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์หรือไขมัน เนื่องจาก FITme สามารถวิเคราะห์เนื่อเยื่อต่างๆ เช่น กระดูก กระดูกอ่อน ไปจนถึงชั้นผิวหนังของมนุษย์ เพื่อผลิตซิลิโคนเสริมขมับให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละบุคคลอย่างแม่นยำ สามารถเติมเต็มบริเวณขมับได้อย่างถาวร

FITme Malar เสริมโหนกแก้ม (3D printing)

ซิลิโคนเฉพาะบุคคล FITme ออกแบบให้เหมาะกับบริเวณที่มีปัญหาสำหรับรายบุคคลโดยเฉพาะ สามารถเข้ากับโครงหน้าของแต่ละบุคคลได้พอดี ช่วยแก้ไขปัญหาโหนกแก้มหย่อนคล้อย ให้นูนสวยอย่างเป็นธรรมชาติ เสริมให้ใบหน้าสวยสมมาตร และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ

FITme Paranasal เสริมร่องแก้ม (3D printing)

แก้ปัญหาร่องแก้มลึกซึ่งทำให้หน้าดูมีอายุและขาดความามสดใสด้วยเทคโนโลยี FITme ซิลิโคนซึ่งออกแบบอย่างแม่นยำให้เหมาะกับบริเวณที่มีปัญหา สำหรับรายบุคคลโดยเฉพาะ ลดการเคลื่อนที่และการสึกกร่อนของกระดูก ช่วยให้ใบหน้านูนอย่างเป็นธรรมชาติและมีความสมมาตรอย่างถาวร แตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์และไขมัน

FITme Mandible เสริมกราม (3D printing)

ในกรณีที่ใบหน้าไม่สมมาตร สามารถเสริมขากรรไกรด้วยซิลิโคนสั่งทำเฉพาะบุคคลจาก FITme ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยปรับโครงหน้าให้สมดุลและดูเป็นธรรมชาติ ออกแบบซิลิโคนให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละบุคคลได้อย่างพอดี ลดการเคลื่อนที่และการสึกกร่อนของกระดูก เสริมให้ใบหน้ามีความสมมาตรทั้งด้านซ้ายและด้านขวาได้

FITme ท้ายทอย (3D printing)

กรณีท้ายทอยแบน ในเพศหญิงสามารถสังเกตได้จากเวลารวบผมแล้วหัวไม่ทุย ส่วนเพศชายสังเกตได้จากความไม่สมมาตรของศีรษะ สามารถออกแบบซิลิโคน FITme เฉพาะบุคคล เพื่อเสริมให้ศีรษะมีความนูน ดูสมมาตรมากขึ้นได้

FITme หน้าอก (3D printing)

สำหรับกรณีผู้มีปัญหาทรวงอกเว้าแหว่งหรือกลุ่มอาการโปแลนด์ซินโดรม (Poland’s Syndrome) สามารถใช้เทคโนโลยี FITme ออกแบบซิลิโคนเฉพาะบุคคล อาศัยการวิเคราะห์จากเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ เพื่อผลิตซิลิโคนสำหรับเสริมหรือเติมส่วนที่ขาดหายไป ช่วยให้บริเวณหน้าอกมีความสมดุลและเป็นธรรมชาติ

ขั้นตอนการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยี FITme

  1. ปรึกษาแพทย์
  2. วิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ด้วย CT Scan
  3. ออกแบบซิลิโคน FITme จากนั้นจึงผลิตแม่พิมพ์เฉพาะบุคคล ก่อนจะนำไปผลิตตัวซิลิโคนออกมา
  4. ทำการผ่าตัด

ข้อดีของซิลิโคน FITme

  1. ตรงตามความต้องการ เนื่องจากสามารถออกแบบซิลิโคนตามใบหน้าและโครงสร้างกระดูกของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ และมีความเป็นธรรมชาติ
  2. แพทย์สามารถคาดการณ์และวางแผนการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
  3. แผลผ่าตัดเล็กลง ใช้ระยะเวลาฟื้นตัวหลังการผ่าตัดน้อยลง เนื่องจากซิลิโคนที่ออกแบบมามีความแม่นยำ ทำให้้ขั้นตอนการผ่าตัดลดลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. ซิลิโคนมีความทนทานในระยะยาว

วิธีการดูแลหลังผ่าตัด

  1. ควรทานยาและปฎิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 
  2. งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 เดือนหลังผ่าตัด 
  3. งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด 
  4. งดออกกำลังกายหรือใช้แรงหลังการผ่าตัด อย่างน้อย 1 เดือน 
  5. พบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อติดตามอาการ

บทความที่น่าสนใจ

Pico Discovery

Physiotherapists can help with pelvic issues the same way they help with muscles issues in other parts of the body.

Volnewmer

Volnewmer คืออะไร? Volnewmer เครื่องยกกระชับผิวใบหน้าและลำตัวสัญชาติเกาหลี พัฒนามาเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวที่หย่อนคล้อย ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยเทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) ความถี่สูง 6.78 MHz ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) เพื่อยกกระชับผิว และหัวทิปถึง 4 แบบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพผิวและปัญหาผิว มีระบบสั่นและระบบความเย็นเพื่อลดอาการบวม และบรรเทาความเจ็บระหว่างการรักษา ทำให้ดูแลผิวได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพและปลอดภัย อาการบาดเจ็บน้อย พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) เพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ด้วย Volnewmer ช่วยอะไร? ช่วยยกกระชับผิวและกรอบหน้า แก้ปัญหาความหย่อนคล้อย ช่วยลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขน ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เสริมผิวหน้าให้เต่งตึง หนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย สลายไขมันส่วนเกินทั้งบริเวณใบหน้าและลำตัว Volnewmer เหมาะกับใครบ้าง? ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอย ร่องลึก ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัด ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ขาดคอลลาเจน ผิวไม่กระจ่างใส ผู้ที่มีไขมันสะสมทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ เช่น เหนียง ใต้คาง และบริเวณลำตัว เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง Volnewmer ทำบริเวณไหนได้บ้าง? บริเวณใบหน้าและลำคอ: โดยเฉพาะจุดที่มีความหย่อนคล้อย เช่น หน้าผาก คิ้ว รอบดวงตา แก้ม บริเวณจมูก ร่องแก้ม รอบปาก และจุดที่มีไขมันส่วนเกินสะสม เช่น เหนียง คอ ใต้คาง กรอบหน้า บริเวณลำตัว: Arms, thighs, abdomen, and hips.จุดที่มีไขมันส่วนเกินสะสม เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง สะโพก ผลลัพธ์จากการทำ Volnewmer จะเริ่มเห็นได้หลังจากทำหัตถการ 1 เดือน และคงอยู่ได้นาน 6-8 เดือน สามารถทำ Volnewmer ได้ต่อเนื่องทุก 6-12 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์ให้ยาวนาน
05 Genioplasty_11zon

เลื่อนคาง vs เสริมคางซิลิโคน ต่างอย่างไร | Sliding Genioplasty

เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) vs เสริมคางซิลิโคน: ทางเลือกเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยั่งยืน การปรับรูปคางมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การเสริมคางด้วยซิลิโคน และการเลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) ซึ่งมีความแตกต่างทั้งในด้านวิธีการ ผลลัพธ์ และความถาวร บทความนี้สรุปสาระสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม โครงสร้างคางและความสำคัญต่อรูปหน้า คางเป็นส่วนหน้าสุดของขากรรไกรล่าง (Mental Region) มีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของใบหน้า โดยเฉพาะในมุมมองด้านข้าง (Profile) ซึ่งช่วยกำหนดสัดส่วนของใบหน้าช่วงล่าง ลักษณะปัญหาที่พบบ่อย คางถอยหรือคางสั้น ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูไม่สมดุล คางยื่น ส่งผลให้ใบหน้าดูแข็งหรือไม่เป็นธรรมชาติ คางยาวเกินสัดส่วน ทำให้ใบหน้าดูยาว คางเบี้ยว ไม่อยู่ในแนวแกนกลางของใบหน้า   การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากโครงสร้างกระดูกเดิมของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุล เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับสัดส่วนของใบหน้าโดยรวม เลื่อนคาง vs เสริมคางซิลิโคน หัวข้อ เสริมคางด้วยซิลิโคน เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) หลักการ วางซิลิโคนด้านหน้ากระดูก ตัดและเลื่อนกระดูกของคุณเอง วัสดุแปลกปลอม มี (ซิลิโคน) ไม่มี ทิศทางที่ปรับได้ เพิ่มความนูนหน้า-เท่านั้น หน้า, หลัง, ขึ้น, ลง, หมุน ความถาวร 5-15 ปี (อาจต้องเปลี่ยน) ถาวรตลอดชีวิต ความเสี่ยงขอบวัสดุโผล่ มี (เมื่อผิวบางลงตามวัย) ไม่มี ความเสี่ยงการเคลื่อน มี (ซิลิโคนเคลื่อนได้) ไม่มี (กระดูกประสานแล้ว) ความเสี่ยงติดเชื้อรอบวัสดุ มี (ต้องเอาซิลิโคนออก) ไม่มี แก้คางเบี้ยว ไม่ได้ ได้ แก้คางยาวเกิน ไม่ได้ ได้ Downtime 1-2 สัปดาห์ 3-4 สัปดาห์ ราคาเริ่มต้น ต่ำกว่า สูงกว่า สรุปความต่างให้เห็นภาพ เสริมซิลิโคน = “ใส่กล่องอีกชั้นหน้ากำแพง” (วางวัสดุใหม่ด้านหน้ากระดูก) | เลื่อนคาง = “ย้ายกำแพงทั้งแผงไปอยู่ตำแหน่งใหม่” (เคลื่อนกระดูกของตัวเอง)  เลื่อนคางคือการเปลี่ยนโครงสร้างจริง ไม่ใช่การเติมวัสดุ เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) คืออะไร Sliding Genioplasty คือการผ่าตัดปรับตำแหน่งกระดูกปลายคาง โดยแยกและเลื่อนกระดูกไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม ก่อนยึดด้วยแผ่นไทเทเนียม ผลลัพธ์มีความถาวรและเป็นธรรมชาติ เนื่องจากใช้โครงกระดูกของผู้รับการรักษาเอง ทิศทางการปรับคาง สามารถปรับได้หลายมิติ ได้แก่ เลื่อนหน้า (แก้คางถอย), เลื่อนถอย (แก้คางยื่น), ปรับขึ้น-ลง (แก้คางยาว/สั้น) และปรับสมดุลในกรณีคางเบี้ยว ขั้นตอนการผ่าตัดโดยสังเขป เปิดแผลภายในช่องปาก (ไม่มีแผลภายนอก) ใช้ Surgical Guide กำหนดตำแหน่งตัดกระดูกอย่างแม่นยำ ตัดและเลื่อนกระดูกคางตามแผนการรักษา ONE Surgery & Aesthetics ยึดตรึงด้วย Titanium Plate และสกรู ที่ออกแบบเพื่อเฉพาะบุคคล เย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย ผู้ที่เหมาะสม มีปัญหาโครงสร้างคาง เช่น คางถอย ยื่น สั้น ยาว หรือเบี้ยว ต้องการผลลัพธ์ถาวร และไม่ต้องการใช้วัสดุเสริม สุขภาพแข็งแรง และพร้อมสำหรับระยะพักฟื้น ระยะพักฟื้นโดยประมาณ สัปดาห์แรก: บวมและตึงบริเวณคาง สัปดาห์ที่ 2: อาการดีขึ้น สามารถกลับไปทำงานเบาได้ 1-3 เดือน: กระดูกเริ่มประสานและเห็นรูปทรงชัดเจน 3-6 เดือน: ผลลัพธ์สมบูรณ์ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อาการชาชั่วคราวบริเวณริมฝีปากล่าง อาการบวมและช้ำหลังผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนพบได้น้อย เช่น การติดเชื้อ หรือกระดูกไม่ประสาน ข้อดีเมื่อเทียบกับซิลิโคน ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและถาวร ลดความเสี่ยงจากวัสดุแปลกปลอม เช่น การเคลื่อนตัวหรือการเสื่อมสภาพในระยะยาว Contact us 4180/6 Rama IV Road, Phra Khanong Subdistrict, Khlong Toei District, Bangkok 10110, Thailand 097 456 4446...
04 Jaw cover_11zon

ตัดกราม BSSO IVRO กับ Mandibular Angle Reduction ต่างกันอย่างไร

ตัดกราม: เปรียบเทียบ Mandibular Angle Reduction, BSSO และ IVRO คู่มือฉบับทางการสำหรับการตัดสินใจ “การตัดกราม” เป็นคำที่ใช้เรียกหัตถการศัลยกรรมหลายประเภทซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ เทคนิคการผ่าตัด ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และระยะเวลาพักฟื้น โดยในทางการแพทย์สามารถจำแนกออกเป็น 3 เทคนิคหลัก ได้แก่ Mandibular Angle Reduction, Bilateral Sagittal Split Osteotomy (BSSO) และ Intraoral Vertical Ramus Osteotomy (IVRO)   การทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละเทคนิคอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถสื่อสารกับศัลยแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าและปัญหาเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ   เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเชิงวิชาการเบื้องต้น สำหรับประกอบการพิจารณาและการวางแผนร่วมกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นการอธิบายภาพรวมของแต่ละเทคนิคอย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย 3 เทคนิคการตัดกราม คืออะไร? 1) Mandibular Angle Reduction  ตัดมุมกรามออก (สำหรับความงามล้วน)  2) BSSO (Bilateral Sagittal Split Osteotomy)  ผ่าขากรรไกรล่างตามยาวแล้วเลื่อน (สำหรับแก้ทั้งสบฟันและความงาม)  3) IVRO (Intraoral Vertical Ramus Osteotomy)  เทคนิคทางเลือกสำหรับการสบฟันแบบ Class III มุมกราม (Mandibular Angle) คืออะไร ลองคลำใต้ติ่งหูของคุณลงมา 2-3 เซนติเมตร  จุดที่คลำแล้วรู้สึกเป็นกระดูกแข็งมีมุมชัด นั่นคือ “มุมกราม” หรือ Mandibular Angle เป็นจุดที่กระดูกขากรรไกรล่างหักมุมจากแนวนอนเป็นแนวตั้งขึ้นไปถึงข้อต่อขากรรไกร เมื่อมุมนี้ชัดหรือใหญ่ ใบหน้าจากด้านหน้าจะดู “สี่เหลี่ยม” หรือ “หน้าเหลี่ยม” แต่ใจความสำคัญคือ  ความ “เหลี่ยม” ของใบหน้า อาจเกิดจาก 2 สาเหตุที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง สาเหตุที่ 1: มุมกรามใหญ่แต่ฟันสบปกติ  แก้ด้วย Mandibular Angle Reduction (ตัดมุมกรามออก) สาเหตุที่ 2: ขากรรไกรล่างใหญ่/ยื่น/ถอย พร้อมกับฟันสบผิดปกติ  ต้องแก้ด้วย BSSO หรือ IVRO (ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร) เปรียบเทียบ 3 เทคนิคของการตัดกราม หัวข้อ Mandibular Angle Reduction BSSO IVRO เป้าหมาย ความงามล้วน ความงาม + สบฟัน ถอยขากรรไกร (Class III) ตัดกระดูก ตัดมุมกรามออก ผ่าแนวยาวของขากรรไกร ตัดแนวตั้งที่ Ramus ยึดด้วย Plate ไม่ต้อง ต้อง (2 ข้าง) ไม่ต้อง ใช้ยางดึงฟัน พักฟื้น 4-6 สัปดาห์ 2-3 เดือน 2-3 เดือน เหมาะกับ กรามเหลี่ยม สบฟันปกติ Class II/III ทุกแบบ Class III โดยเฉพาะ ความเสี่ยงเส้นประสาท ต่ำ ปานกลาง (มี IAN) ต่ำมาก เทคนิคที่ 1: Mandibular Angle Reduction (การตัดมุมกราม) เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีมุมกรามเหลี่ยมชัด แต่การสบฟันอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวแบบ V-Line ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดขากรรไกรทั้งชิ้น ขั้นตอนการผ่าตัด (โดยสรุป) เปิดแผลภายในช่องปากบริเวณเหงือกล่างด้านหลัง แยกเยื่อหุ้มกระดูกเพื่อเข้าถึงบริเวณมุมกราม ใช้ Surgical Guide เพื่อกำหนดแนวตัดอย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงเส้นประสาทสำคัญ ตัดกระดูกมุมกรามในลักษณะเส้นโค้งต่อเนื่อง (Long Curved Osteotomy) เพื่อให้แนวกรามดูเป็นธรรมชาติ นำชิ้นกระดูกส่วนเกินออก โดยไม่จำเป็นต้องยึดตรึงด้วยอุปกรณ์ ปรับแต่งขอบกระดูกให้เรียบ และเย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย ระยะเวลาผ่าตัดและพักฟื้น ระยะเวลาผ่าตัด: ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง พักรักษาในโรงพยาบาล: 1 คืน...
03 Maxillo cover_11zon

ศัลยกรรมโครงหน้า: ยุบโหนก ตัดกราม เลื่อนคาง

ศัลยกรรมโครงหน้า (Maxillofacial Bone Surgery) เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงมี “ใบหน้าที่สวยสมดุล” ตั้งแต่โครงสร้าง แม้ไม่ต้องแต่งหน้าเข้ม? คำตอบอยู่ที่สัดส่วนของกระดูกใบหน้าไม่ว่าจะเป็นโหนกแก้ม เบ้าตา กราม และคาง หากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่สอดคล้องกัน การปรับด้วยฟิลเลอร์หรือซิลิโคนอาจช่วยได้เพียงระดับผิวเผินและไม่ถาวร   ศัลยกรรมโครงหน้าแบบผ่าตัดกระดูก (Maxillofacial Bone Surgery) ONE Surgery & Aesthetics จึงเป็นทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนได้ถึงระดับโครงสร้าง ให้ผลลัพธ์ที่ถาวร ดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องพึ่งพาวัสดุแปลกปลอม บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจทุกแง่มุมที่ควรรู้แบบครบถ้วน นิยามศัลยกรรมโครงหน้า • ความต่างจากฟิลเลอร์/ซิลิโคน • สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ • 4 ประเภทหลัก (ยุบโหนก ตัดกราม เลื่อนคาง Le Fort) • เทคโนโลยี JawAlign 3D • ใครเหมาะ • ขั้นตอนและพักฟื้น • ความเสี่ยง • FAQ 8 ข้อ ศัลยกรรมโครงหน้า (Maxillofacial Bone Surgery) คืออะไร? ศัลยกรรมโครงหน้าแบบผ่าตัดกระดูก (Maxillofacial / Orthognathic Surgery) คือหัตถการเฉพาะทางที่ปรับโครงสร้างกระดูกใบหน้าโดยตรง ทั้งโหนกแก้ม ขากรรไกร และคาง ด้วยเทคนิคการตัด เลื่อน และยึดตรึงกระดูกด้วยแผ่นไทเทเนียม ข้อได้เปรียบคือให้ผลลัพธ์ที่ถาวร เป็นธรรมชาติ โดยไม่ใช้วัสดุแปลกปลอม ลดความเสี่ยงการเคลื่อนตัวหรือภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาโครงกระดูก เช่น กรามกว้าง โหนกแก้มยื่น หรือคางถอย ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดหรือการเสริมวัสดุ หัวข้อ ฟิลเลอร์ / โบท็อกซ์ / ไหมดึง ศัลยกรรมโครงหน้า (ผ่าตัดกระดูก) ระดับที่ปรับ ผิวหนัง / กล้ามเนื้อตื้น กระดูกและโครงหน้าของคุณเอง วัสดุแปลกปลอม มี (ฟิลเลอร์ / ไหม) ไม่มี ใช้กระดูกของตัวเอง ความถาวร 6 เดือน – 2 ปี ถาวร Downtime 1-7 วัน 3 สัปดาห์ – 3 เดือน ทีมแพทย์ แพทย์ความงามทั่วไป ศัลยแพทย์ OMFS + วิสัญญีแพทย์ เทคโนโลยีวางแผน ตรวจภาพทั่วไป CT + VSP + Surgical Guide 3D แก้ปัญหา ดีเทลเล็ก ๆ ระดับผิว โครงสร้างกระดูกใบหน้าถาวร ศัลยกรรมโครงหน้าเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ถาวร ดูเป็นธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุแปลกปลอม โดยสามารถพิจารณาร่วมกับหัตถการอื่นได้ตามคำแนะนำของแพทย์ สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ โหนกแก้มยื่นหรือกว้างผิดสัดส่วน กรามเหลี่ยม ใบหน้าดูกว้าง คางถอย สั้น หรือเบี้ยว ฟันสบผิดปกติ (Class II, Open bite, Class III) ยิ้มเห็นเหงือกมาก (Gummy Smile) ใบหน้าไม่สมดุล เคยเสริม/ฉีดแล้วผลลัพธ์ไม่ชัดเจน 4 ประเภทหลักของศัลยกรรมโครงหน้าแบบผ่าตัดกระดูก ยุบโหนก (Zygoma Reduction)
ปรับลดกระดูกโหนกแก้มให้เรียวเข้ารูป เหมาะสำหรับผู้ที่มีโหนกกว้างหรือเด่น ตัดกราม (Jaw Surgery)
ปรับรูปกรามให้ได้สัดส่วน ทั้งเพื่อความงามและแก้ไขการสบฟัน ด้วยเทคนิคเฉพาะตามแต่ละเคส เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty)
ปรับตำแหน่งคางด้วยกระดูกตัวเอง ให้ได้สัดส่วนที่สมดุลแบบถาวร โดยไม่ใช้วัสดุเสริม ผ่าตัดขากรรไกรบน (Le Fort Osteotomy)
แก้ไขโครงสร้างขากรรไกรบน เช่น ยิ้มเห็นเหงือก หรือใบหน้าไม่สมดุล และสามารถทำร่วมกับขากรรไกรล่างในเคสซับซ้อน   เทคโนโลยี JawAlign™ ที่ ONE Surgery & Aesthetics
 ระบบวางแผนผ่าตัดด้วย CAD/CAM และ 3D Printing ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัย...