Call Call LINE Line WhatsApp WhatsApp Google Map Google-Map
ฟิลเลอร์คืออะไร

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Fillers) ที่ ONE Surgery & Aesthetics

ฟิลเลอร์แท้ ผ่าน อย. ปรับรูปหน้า-เติมเต็มริ้วรอยอย่างปลอดภัย เห็นผลเป็นธรรมชาติ

ฉีดฟิลเลอร์แท้ Restylane | Juvederm | Belotero ที่ ONE Surgery & Aesthetics กรุงเทพ
Meta Description: ฟิลเลอร์ HA ผ่าน อย. โดยศัลยแพทย์/แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปรับรูปหน้า ใต้ตา ร่องแก้ม คาง กรอบหน้า-ริมฝีปาก ด้วย Restylane, Juvederm, Belotero อยู่ได้นาน 6-24 เดือน พร้อม Aftercare ครบวงจร

ฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์คืออะไร ทำงานอย่างไร

ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid; HA) คือสารเติมเต็มทางการแพทย์ที่ฉีดเข้าในชั้นผิว/ชั้นใต้ผิวเพื่อ เติมเต็มร่องลึก เพิ่มวอลุ่ม และพยุงโครงสร้างใบหน้า ช่วยให้สัดส่วนใบหน้าได้รูปอย่างเป็นธรรมชาติ โดย HA เป็นสารที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ทำหน้าที่อุ้มน้ำและค้ำจุนผิว เมื่ออายุเพิ่มขึ้น HA-คอลลาเจน-อีลาสตินลดลง จึงเกิดร่องและผิวทรุดตัว ฟิลเลอร์ HA (ชนิดผ่านการ cross-link) จะคงรูปนานขึ้นและค่อย ๆ สลายเองตามเวลา ข้อดีสำคัญ คือสามารถ ฉีดสลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส หากจำเป็น เพิ่มความอุ่นใจเรื่องความปลอดภัยและการแก้ไข

ทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์ที่ ONE

1. แพทย์เชี่ยวชาญ & การออกแบบเฉพาะบุคคล

  • ฉีดโดยศัลยแพทย์/แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโครงสร้างใบหน้า (Board Certified) เน้น Facial Balance & Proportion
  • วิเคราะห์รูปหน้าแบบ 3D Body/Face Analysis และออกแบบ Personal Design ให้สอดคล้องกับโครงกระดูก ปริมาณเนื้อเยื่อ และผิวของแต่ละคน
  • เทคนิคการฉีดผสาน เข็มคม/คานูลา (Micro-cannula) ลดช้ำ-ลดเสี่ยงเส้นเลือด พร้อมแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

2. ผลิตภัณฑ์แท้ ผ่าน อย. เท่านั้น

  • ใช้เฉพาะ Restylane, Belotero, Juvederm จากผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการทุกกล่อง มีสติ๊กเกอร์/LOT ชัดเจน
  • เก็บรักษาตามมาตรฐานโซ่ความเย็น (cold chain) เพื่อคุณภาพเจลที่คงที่

3. ประสบการณ์ + Pain Control + Aftercare ครบ

  • วางแผนจุดฉีด-ชั้นผิว-ปริมาณอย่างแม่นยำ เพื่อลุคที่ เป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะ ไม่เป็นก้อน
  • ดูแลความรู้สึกสบายระหว่างทำ: ยาชาเฉพาะที่/ยาชาในฟิลเลอร์/เทคนิคประคบ ฯลฯ
  • ติดตามผลทุกเคส พร้อมโปรแกรมฟื้นฟูผิว ลดบวม-รอยช้ำ และคำแนะนำรายบุคคล
โปรแกรม Filler คืออะไร?

เหมาะกับใคร

1. มี ร่องลึก/ริ้วรอย: ร่องแก้ม (Nasolabial), ร่องมุมปาก (Marionette), ริ้วรอยเหนือริมฝีปาก ฯลฯ

2. ต้องการ ปรับสัดส่วนใบหน้า: เติมขมับ แก้มส้ม หน้าผาก คาง กรอบหน้า คอนทัวร์โหนกแก้ม

3. ใต้ตาคล้ำ-ลึก จากโครงสร้าง (tear trough) ต้องการใบหน้าดูสดใสขึ้น

4. ต้องการ ริมฝีปากอิ่มสวย แต่เนียนนุ่มเป็นธรรมชาติ

5. ต้องการ ปรับคุณภาพผิว ให้ชุ่มชื้น ฉ่ำฟู (สาย “skin booster”)

หมายเหตุ: บริเวณ สันจมูก/หว่างคิ้ว เป็นจุดความเสี่ยงสูงด้านหลอดเลือด ควรพิจารณาร่วมกับแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงอย่างรอบคอบ

โปรแกรม Filler คืออะไร

บริเวณยอดนิยม & จุดประสงค์

1. ใบหน้าส่วนบน: หน้าผาก (โค้งสวยนุ่มนวล), ขมับ (แก้ขมับตอบ-หน้าได้รูป)

2. ใบหน้าส่วนกลาง: ใต้ตา (tear trough), โหนกแก้ม-แก้มส้ม (OG curve), ร่องแก้ม

3. ใบหน้าส่วนล่าง: ริมฝีปาก (ขอบปาก-volume-Cupid’s bow), ร่องมุมปาก, คาง (คางสั้น/คางถอย), กรอบหน้า-แนวขากรรไกร

4. ผิว/โครงสร้างอื่น ๆ: ลำคอ (Neck lines), มือ (Back of hands – คืนความอิ่มฟู)

แบรนด์ & รุ่นฟิลเลอร์ที่มีให้เลือก (ผ่าน อย.)

Restylane® (สวีเดน)

เทคโนโลยี:

  • NASHA®: โมเลกุลคมชัด คงรูปดี อุ้มน้ำเหมาะสม เหมาะกับการ คอนทัวร์/พยุงโครง
  • OBT (Optimal Balance Technology): เนื้อเจลนุ่ม ยืดหยุ่นสูง เคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติกับสีหน้า

รุ่นยอดนิยมที่มีให้บริการ:

  • Lyft: เนื้อแน่น-คงรูปดี ใช้เสริม คาง/กรอบหน้า/โหนกแก้ม และซัพพอร์ต midface
  • Vital Light: กลุ่ม Skin Booster/ใต้ตา อนุภาคเล็ก-เรียบเนียน ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและผิวละเอียด
  • Kysse: ออกแบบเพื่อ ริมฝีปาก โดยเฉพาะ นุ่ม ยืดหยุ่น สัมผัสเป็นธรรมชาติ สีปากดูสุขภาพดี
  • Classic: ช่วย ริ้วรอย/ร่องลึก จุดที่ต้องการแรงพยุงในชั้นลึกอย่างพอดี

Belotero® (สวิตเซอร์แลนด์)

เทคโนโลยี:

  • CPM (Cohesive Polydensified Matrix) – กระบวนการ cross-link แบบไดนามิก ทำให้เนื้อเจล กลมกลืนกับผิว ดี ลดโอกาสเห็นเป็นก้อน/ขอบ

รุ่นยอดนิยมที่มีให้บริการ:

  • Intense (ชมพู): ยืดหยุ่น-คงตัวสูง ร่องแก้ม/ร่องมุมปากลึก และคอนทัวร์บางจุด
  • Volume (ม่วง): เติม วอลุ่มที่สูญเสีย เช่น แก้มตอบ โหนกแก้ม
  • Revive (เขียวน้ำทะเล): ผสาน HA + Glycerol เพื่อ ปรับคุณภาพผิว-ความชุ่มชื้น-ความโกลว์ (สาย Skin Quality)

Juvederm® (สหรัฐฯ – Allergan)

เทคโนโลยี:

  • Hylacross™: เน้นความยืดหยุ่น-อุ้มน้ำดี
  • Vycross™: เครือข่ายพอลิเมอร์เสถียร คงตัว-ยึดเกาะเนื้อเยื่อดี อยู่ได้นาน

รุ่นยอดนิยมที่มีให้บริการ:

  • Voluma: สร้างโครง-ยกมิติ แก้ม-โหนกแก้ม/คาง (อยู่ได้ยาวนานสุดในไลน์)
  • Volift: เนื้อละเอียด ยืดหยุ่น ร่องแก้ม-รายละเอียดกลางหน้า
  • Volbella: เนื้อละเอียดมาก เหมาะ ริมฝีปาก-ขอบปาก-รายละเอียดใต้ตาบางเคส

*การเลือกแบรนด์/รุ่น จะพิจารณาจาก “โครงหน้า ปัญหาหลัก ผิว และไลฟ์สไตล์” ของคุณ โดยแพทย์จะอธิบายตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างโปร่งใสก่อนตัดสินใจ

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน

โดยทั่วไป 6-24 เดือน ขึ้นกับ:

  • สูตร/ความหนาแน่น/เทคโนโลยี ของฟิลเลอร์ (เช่นกลุ่มโครงสร้างมักอยู่นานกว่า)
  • ตำแหน่งที่ฉีด/การขยับของบริเวณนั้น (ริมฝีปากมักอยู่สั้นกว่าแก้ม)
  • เมตาบอลิซึม/ไลฟ์สไตล์ (ออกกำลังหนัก/ผอมมากอาจสลายเร็วกว่า)
  • การดูแลหลังทำ (หลีกเลี่ยงความร้อนจัด/แรงกด/นวดเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ)

ขั้นตอนการรักษา (Treatment Journey)

  1. ปรึกษา & ประเมิน 3D: ระบุเป้าหมาย เลือกจุด/ชั้นผิว/ชนิดฟิลเลอร์ วางแผน “ปริมาณอย่างเหมาะสม”
  2. เตรียมผิว & Pain Control: ทำความสะอาด/ฆ่าเชื้อ ทายาชา/ฉีดยาชาตามความเหมาะสม
  3. ฉีดด้วยเทคนิคเฉพาะ: เข็มคม/คานูลา จัดชั้น-จัดแนว ลดเสี่ยงเส้นเลือดและบวมนาน
  4. ตรวจเช็กรูปทรงร่วมกัน: ปรับละเอียดเพื่อความสมดุลซ้าย-ขวา
  5. หลังทำ & นัดติดตาม: ให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล นัด follow-up เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่สวยงาม

การดูแลหลังฉีด (Aftercare)

  • 24-48 ชม. แรก ประคบเย็นเบา ๆ ลดบวม-รอยช้ำ หลีกเลี่ยงความร้อนจัด/ซาวน่า/แอลกอฮอล์
  • งดกดนวด/กดทับ บริเวณฉีด เว้นได้รับคำสั่งแพทย์
  • ดื่มน้ำพอเหมาะ พักผ่อนเพียงพอ เลี่ยงออกกำลังหนัก 24-48 ชม.
  • ผลลัพธ์เห็นทันทีบางส่วน และ เข้าที่ใน ~1-2 สัปดาห์ (แตกต่างตามบุคคล/ตำแหน่ง)
  • มีทีม Aftercare ดูแล-ติดตามทุกเคส

ความปลอดภัย & ข้อควรระวัง

  • อาการชั่วคราว: บวม ช้ำ กดเจ็บ รอยแดง มักดีขึ้นในไม่กี่วัน
  • ภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย: ตุ่ม/ก้อน, ผิวไม่เรียบ, การแพ้, การอุดตันของเส้นเลือด (จมูก/หว่างคิ้วความเสี่ยงสูง)
  • แนวทางลดความเสี่ยง: เลือก ฟิลเลอร์แท้ผ่าน อย., ฉีดกับแพทย์ที่ชำนาญโครงสร้างหลอดเลือด ใช้เทคนิคเหมาะสม และ มีไฮยาลูโรนิเดส พร้อมใช้อย่างเป็นระบบเมื่อจำเป็น
  • ควรแจ้งแพทย์: ตั้งครรภ์-ให้นมบุตร, โรคผิวหนังติดเชื้อบริเวณฉีด, ประวัติแพ้รุนแรง, โรคที่มีผลต่อการหายของแผล/การแข็งตัวของเลือด, กำลังใช้ยาบางชนิด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  1. เจ็บไหม? ส่วนใหญ่เจ็บน้อย ควบคุมด้วยยาชา/เทคนิคฉีดเฉพาะทาง
  2. เห็นผลเมื่อไร? เห็นทันทีบางส่วน เข้าที่ใน ~1-2 สัปดาห์
  3. อยู่ได้นานเท่าไร? โดยทั่วไป 6-24 เดือน ขึ้นกับรุ่น/จุด/การดูแล
  4. เป็นก้อนไหม? เลือกรุ่น-เทคนิคถูกต้องและฉีดโดยผู้ชำนาญ ลดโอกาสเกิดก้อนอย่างมาก และแก้ไขได้
  5. ทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม? ทำได้หลายชนิด เช่น โบท็อกซ์/เลเซอร์ (ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ)

บทความที่น่าสนใจ

Volnewmer

Volnewmer คืออะไร? Volnewmer เครื่องยกกระชับผิวใบหน้าและลำตัวสัญชาติเกาหลี พัฒนามาเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวที่หย่อนคล้อย ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยเทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) ความถี่สูง 6.78 MHz ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) เพื่อยกกระชับผิว และหัวทิปถึง 4 แบบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพผิวและปัญหาผิว มีระบบสั่นและระบบความเย็นเพื่อลดอาการบวม และบรรเทาความเจ็บระหว่างการรักษา ทำให้ดูแลผิวได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพและปลอดภัย อาการบาดเจ็บน้อย พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) เพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ด้วย Volnewmer ช่วยอะไร? ช่วยยกกระชับผิวและกรอบหน้า แก้ปัญหาความหย่อนคล้อย ช่วยลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขน ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เสริมผิวหน้าให้เต่งตึง หนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย สลายไขมันส่วนเกินทั้งบริเวณใบหน้าและลำตัว Volnewmer เหมาะกับใครบ้าง? ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอย ร่องลึก ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัด ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ขาดคอลลาเจน ผิวไม่กระจ่างใส ผู้ที่มีไขมันสะสมทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ เช่น เหนียง ใต้คาง และบริเวณลำตัว เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง Volnewmer ทำบริเวณไหนได้บ้าง? บริเวณใบหน้าและลำคอ: โดยเฉพาะจุดที่มีความหย่อนคล้อย เช่น หน้าผาก คิ้ว รอบดวงตา แก้ม บริเวณจมูก ร่องแก้ม รอบปาก และจุดที่มีไขมันส่วนเกินสะสม เช่น เหนียง คอ ใต้คาง กรอบหน้า บริเวณลำตัว: Arms, thighs, abdomen, and hips.จุดที่มีไขมันส่วนเกินสะสม เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง สะโพก ผลลัพธ์จากการทำ Volnewmer จะเริ่มเห็นได้หลังจากทำหัตถการ 1 เดือน และคงอยู่ได้นาน 6-8 เดือน สามารถทำ Volnewmer ได้ต่อเนื่องทุก 6-12 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์ให้ยาวนาน
05 Genioplasty_11zon

เลื่อนคาง vs เสริมคางซิลิโคน ต่างอย่างไร | Sliding Genioplasty

เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) vs เสริมคางซิลิโคน: ทางเลือกเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยั่งยืน การปรับรูปคางมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การเสริมคางด้วยซิลิโคน และการเลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) ซึ่งมีความแตกต่างทั้งในด้านวิธีการ ผลลัพธ์ และความถาวร บทความนี้สรุปสาระสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม โครงสร้างคางและความสำคัญต่อรูปหน้า คางเป็นส่วนหน้าสุดของขากรรไกรล่าง (Mental Region) มีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของใบหน้า โดยเฉพาะในมุมมองด้านข้าง (Profile) ซึ่งช่วยกำหนดสัดส่วนของใบหน้าช่วงล่าง ลักษณะปัญหาที่พบบ่อย คางถอยหรือคางสั้น ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูไม่สมดุล คางยื่น ส่งผลให้ใบหน้าดูแข็งหรือไม่เป็นธรรมชาติ คางยาวเกินสัดส่วน ทำให้ใบหน้าดูยาว คางเบี้ยว ไม่อยู่ในแนวแกนกลางของใบหน้า   การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากโครงสร้างกระดูกเดิมของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุล เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับสัดส่วนของใบหน้าโดยรวม เลื่อนคาง vs เสริมคางซิลิโคน หัวข้อ เสริมคางด้วยซิลิโคน เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) หลักการ วางซิลิโคนด้านหน้ากระดูก ตัดและเลื่อนกระดูกของคุณเอง วัสดุแปลกปลอม มี (ซิลิโคน) ไม่มี ทิศทางที่ปรับได้ เพิ่มความนูนหน้า-เท่านั้น หน้า, หลัง, ขึ้น, ลง, หมุน ความถาวร 5-15 ปี (อาจต้องเปลี่ยน) ถาวรตลอดชีวิต ความเสี่ยงขอบวัสดุโผล่ มี (เมื่อผิวบางลงตามวัย) ไม่มี ความเสี่ยงการเคลื่อน มี (ซิลิโคนเคลื่อนได้) ไม่มี (กระดูกประสานแล้ว) ความเสี่ยงติดเชื้อรอบวัสดุ มี (ต้องเอาซิลิโคนออก) ไม่มี แก้คางเบี้ยว ไม่ได้ ได้ แก้คางยาวเกิน ไม่ได้ ได้ Downtime 1-2 สัปดาห์ 3-4 สัปดาห์ ราคาเริ่มต้น ต่ำกว่า สูงกว่า สรุปความต่างให้เห็นภาพ เสริมซิลิโคน = “ใส่กล่องอีกชั้นหน้ากำแพง” (วางวัสดุใหม่ด้านหน้ากระดูก) | เลื่อนคาง = “ย้ายกำแพงทั้งแผงไปอยู่ตำแหน่งใหม่” (เคลื่อนกระดูกของตัวเอง)  เลื่อนคางคือการเปลี่ยนโครงสร้างจริง ไม่ใช่การเติมวัสดุ เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty) คืออะไร Sliding Genioplasty คือการผ่าตัดปรับตำแหน่งกระดูกปลายคาง โดยแยกและเลื่อนกระดูกไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม ก่อนยึดด้วยแผ่นไทเทเนียม ผลลัพธ์มีความถาวรและเป็นธรรมชาติ เนื่องจากใช้โครงกระดูกของผู้รับการรักษาเอง ทิศทางการปรับคาง สามารถปรับได้หลายมิติ ได้แก่ เลื่อนหน้า (แก้คางถอย), เลื่อนถอย (แก้คางยื่น), ปรับขึ้น-ลง (แก้คางยาว/สั้น) และปรับสมดุลในกรณีคางเบี้ยว ขั้นตอนการผ่าตัดโดยสังเขป เปิดแผลภายในช่องปาก (ไม่มีแผลภายนอก) ใช้ Surgical Guide กำหนดตำแหน่งตัดกระดูกอย่างแม่นยำ ตัดและเลื่อนกระดูกคางตามแผนการรักษา ONE Surgery & Aesthetics ยึดตรึงด้วย Titanium Plate และสกรู ที่ออกแบบเพื่อเฉพาะบุคคล เย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย ผู้ที่เหมาะสม มีปัญหาโครงสร้างคาง เช่น คางถอย ยื่น สั้น ยาว หรือเบี้ยว ต้องการผลลัพธ์ถาวร และไม่ต้องการใช้วัสดุเสริม สุขภาพแข็งแรง และพร้อมสำหรับระยะพักฟื้น ระยะพักฟื้นโดยประมาณ สัปดาห์แรก: บวมและตึงบริเวณคาง สัปดาห์ที่ 2: อาการดีขึ้น สามารถกลับไปทำงานเบาได้ 1-3 เดือน: กระดูกเริ่มประสานและเห็นรูปทรงชัดเจน 3-6 เดือน: ผลลัพธ์สมบูรณ์ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อาการชาชั่วคราวบริเวณริมฝีปากล่าง อาการบวมและช้ำหลังผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนพบได้น้อย เช่น การติดเชื้อ หรือกระดูกไม่ประสาน ข้อดีเมื่อเทียบกับซิลิโคน ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและถาวร ลดความเสี่ยงจากวัสดุแปลกปลอม เช่น การเคลื่อนตัวหรือการเสื่อมสภาพในระยะยาว Contact us 4180/6 Rama IV Road, Phra Khanong Subdistrict, Khlong Toei District, Bangkok 10110, Thailand 097 456 4446...
04 Jaw cover_11zon

ตัดกราม BSSO IVRO กับ Mandibular Angle Reduction ต่างกันอย่างไร

ตัดกราม: เปรียบเทียบ Mandibular Angle Reduction, BSSO และ IVRO คู่มือฉบับทางการสำหรับการตัดสินใจ “การตัดกราม” เป็นคำที่ใช้เรียกหัตถการศัลยกรรมหลายประเภทซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ เทคนิคการผ่าตัด ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และระยะเวลาพักฟื้น โดยในทางการแพทย์สามารถจำแนกออกเป็น 3 เทคนิคหลัก ได้แก่ Mandibular Angle Reduction, Bilateral Sagittal Split Osteotomy (BSSO) และ Intraoral Vertical Ramus Osteotomy (IVRO)   การทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละเทคนิคอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถสื่อสารกับศัลยแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าและปัญหาเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ   เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเชิงวิชาการเบื้องต้น สำหรับประกอบการพิจารณาและการวางแผนร่วมกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นการอธิบายภาพรวมของแต่ละเทคนิคอย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย 3 เทคนิคการตัดกราม คืออะไร? 1) Mandibular Angle Reduction  ตัดมุมกรามออก (สำหรับความงามล้วน)  2) BSSO (Bilateral Sagittal Split Osteotomy)  ผ่าขากรรไกรล่างตามยาวแล้วเลื่อน (สำหรับแก้ทั้งสบฟันและความงาม)  3) IVRO (Intraoral Vertical Ramus Osteotomy)  เทคนิคทางเลือกสำหรับการสบฟันแบบ Class III มุมกราม (Mandibular Angle) คืออะไร ลองคลำใต้ติ่งหูของคุณลงมา 2-3 เซนติเมตร  จุดที่คลำแล้วรู้สึกเป็นกระดูกแข็งมีมุมชัด นั่นคือ “มุมกราม” หรือ Mandibular Angle เป็นจุดที่กระดูกขากรรไกรล่างหักมุมจากแนวนอนเป็นแนวตั้งขึ้นไปถึงข้อต่อขากรรไกร เมื่อมุมนี้ชัดหรือใหญ่ ใบหน้าจากด้านหน้าจะดู “สี่เหลี่ยม” หรือ “หน้าเหลี่ยม” แต่ใจความสำคัญคือ  ความ “เหลี่ยม” ของใบหน้า อาจเกิดจาก 2 สาเหตุที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง สาเหตุที่ 1: มุมกรามใหญ่แต่ฟันสบปกติ  แก้ด้วย Mandibular Angle Reduction (ตัดมุมกรามออก) สาเหตุที่ 2: ขากรรไกรล่างใหญ่/ยื่น/ถอย พร้อมกับฟันสบผิดปกติ  ต้องแก้ด้วย BSSO หรือ IVRO (ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร) เปรียบเทียบ 3 เทคนิคของการตัดกราม หัวข้อ Mandibular Angle Reduction BSSO IVRO เป้าหมาย ความงามล้วน ความงาม + สบฟัน ถอยขากรรไกร (Class III) ตัดกระดูก ตัดมุมกรามออก ผ่าแนวยาวของขากรรไกร ตัดแนวตั้งที่ Ramus ยึดด้วย Plate ไม่ต้อง ต้อง (2 ข้าง) ไม่ต้อง ใช้ยางดึงฟัน พักฟื้น 4-6 สัปดาห์ 2-3 เดือน 2-3 เดือน เหมาะกับ กรามเหลี่ยม สบฟันปกติ Class II/III ทุกแบบ Class III โดยเฉพาะ ความเสี่ยงเส้นประสาท ต่ำ ปานกลาง (มี IAN) ต่ำมาก เทคนิคที่ 1: Mandibular Angle Reduction (การตัดมุมกราม) เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีมุมกรามเหลี่ยมชัด แต่การสบฟันอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวแบบ V-Line ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดขากรรไกรทั้งชิ้น ขั้นตอนการผ่าตัด (โดยสรุป) เปิดแผลภายในช่องปากบริเวณเหงือกล่างด้านหลัง แยกเยื่อหุ้มกระดูกเพื่อเข้าถึงบริเวณมุมกราม ใช้ Surgical Guide เพื่อกำหนดแนวตัดอย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงเส้นประสาทสำคัญ ตัดกระดูกมุมกรามในลักษณะเส้นโค้งต่อเนื่อง (Long Curved Osteotomy) เพื่อให้แนวกรามดูเป็นธรรมชาติ นำชิ้นกระดูกส่วนเกินออก โดยไม่จำเป็นต้องยึดตรึงด้วยอุปกรณ์ ปรับแต่งขอบกระดูกให้เรียบ และเย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย ระยะเวลาผ่าตัดและพักฟื้น ระยะเวลาผ่าตัด: ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง พักรักษาในโรงพยาบาล: 1 คืน...
03 Maxillo cover_11zon

ศัลยกรรมโครงหน้า: ยุบโหนก ตัดกราม เลื่อนคาง

ศัลยกรรมโครงหน้า (Maxillofacial Bone Surgery) เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงมี “ใบหน้าที่สวยสมดุล” ตั้งแต่โครงสร้าง แม้ไม่ต้องแต่งหน้าเข้ม? คำตอบอยู่ที่สัดส่วนของกระดูกใบหน้าไม่ว่าจะเป็นโหนกแก้ม เบ้าตา กราม และคาง หากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่สอดคล้องกัน การปรับด้วยฟิลเลอร์หรือซิลิโคนอาจช่วยได้เพียงระดับผิวเผินและไม่ถาวร   ศัลยกรรมโครงหน้าแบบผ่าตัดกระดูก (Maxillofacial Bone Surgery) ONE Surgery & Aesthetics จึงเป็นทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนได้ถึงระดับโครงสร้าง ให้ผลลัพธ์ที่ถาวร ดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องพึ่งพาวัสดุแปลกปลอม บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจทุกแง่มุมที่ควรรู้แบบครบถ้วน นิยามศัลยกรรมโครงหน้า • ความต่างจากฟิลเลอร์/ซิลิโคน • สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ • 4 ประเภทหลัก (ยุบโหนก ตัดกราม เลื่อนคาง Le Fort) • เทคโนโลยี JawAlign 3D • ใครเหมาะ • ขั้นตอนและพักฟื้น • ความเสี่ยง • FAQ 8 ข้อ ศัลยกรรมโครงหน้า (Maxillofacial Bone Surgery) คืออะไร? ศัลยกรรมโครงหน้าแบบผ่าตัดกระดูก (Maxillofacial / Orthognathic Surgery) คือหัตถการเฉพาะทางที่ปรับโครงสร้างกระดูกใบหน้าโดยตรง ทั้งโหนกแก้ม ขากรรไกร และคาง ด้วยเทคนิคการตัด เลื่อน และยึดตรึงกระดูกด้วยแผ่นไทเทเนียม ข้อได้เปรียบคือให้ผลลัพธ์ที่ถาวร เป็นธรรมชาติ โดยไม่ใช้วัสดุแปลกปลอม ลดความเสี่ยงการเคลื่อนตัวหรือภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาโครงกระดูก เช่น กรามกว้าง โหนกแก้มยื่น หรือคางถอย ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดหรือการเสริมวัสดุ หัวข้อ ฟิลเลอร์ / โบท็อกซ์ / ไหมดึง ศัลยกรรมโครงหน้า (ผ่าตัดกระดูก) ระดับที่ปรับ ผิวหนัง / กล้ามเนื้อตื้น กระดูกและโครงหน้าของคุณเอง วัสดุแปลกปลอม มี (ฟิลเลอร์ / ไหม) ไม่มี ใช้กระดูกของตัวเอง ความถาวร 6 เดือน – 2 ปี ถาวร Downtime 1-7 วัน 3 สัปดาห์ – 3 เดือน ทีมแพทย์ แพทย์ความงามทั่วไป ศัลยแพทย์ OMFS + วิสัญญีแพทย์ เทคโนโลยีวางแผน ตรวจภาพทั่วไป CT + VSP + Surgical Guide 3D แก้ปัญหา ดีเทลเล็ก ๆ ระดับผิว โครงสร้างกระดูกใบหน้าถาวร ศัลยกรรมโครงหน้าเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ถาวร ดูเป็นธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุแปลกปลอม โดยสามารถพิจารณาร่วมกับหัตถการอื่นได้ตามคำแนะนำของแพทย์ สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ โหนกแก้มยื่นหรือกว้างผิดสัดส่วน กรามเหลี่ยม ใบหน้าดูกว้าง คางถอย สั้น หรือเบี้ยว ฟันสบผิดปกติ (Class II, Open bite, Class III) ยิ้มเห็นเหงือกมาก (Gummy Smile) ใบหน้าไม่สมดุล เคยเสริม/ฉีดแล้วผลลัพธ์ไม่ชัดเจน 4 ประเภทหลักของศัลยกรรมโครงหน้าแบบผ่าตัดกระดูก ยุบโหนก (Zygoma Reduction)
ปรับลดกระดูกโหนกแก้มให้เรียวเข้ารูป เหมาะสำหรับผู้ที่มีโหนกกว้างหรือเด่น ตัดกราม (Jaw Surgery)
ปรับรูปกรามให้ได้สัดส่วน ทั้งเพื่อความงามและแก้ไขการสบฟัน ด้วยเทคนิคเฉพาะตามแต่ละเคส เลื่อนคาง (Sliding Genioplasty)
ปรับตำแหน่งคางด้วยกระดูกตัวเอง ให้ได้สัดส่วนที่สมดุลแบบถาวร โดยไม่ใช้วัสดุเสริม ผ่าตัดขากรรไกรบน (Le Fort Osteotomy)
แก้ไขโครงสร้างขากรรไกรบน เช่น ยิ้มเห็นเหงือก หรือใบหน้าไม่สมดุล และสามารถทำร่วมกับขากรรไกรล่างในเคสซับซ้อน   เทคโนโลยี JawAlign™ ที่ ONE Surgery & Aesthetics
 ระบบวางแผนผ่าตัดด้วย CAD/CAM และ 3D Printing ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัย...
02 Le Fort Cover

Le Fort คืออะไร? ผ่าตัดขากรรไกรบน และ Double Jaw Surgery

Le Fort Osteotomy การผ่าตัดขากรรไกรบน Le Fort Osteotomy และ Double Jaw Surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับตำแหน่งขากรรไกรบน (Maxilla) สำหรับแก้ไขปัญหาโครงหน้าครึ่งบน เช่น ยิ้มเห็นเหงือกมาก ใบหน้ากลางเว้า ฟันบนยื่น หรือความไม่สมดุลของใบหน้า ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยฟิลเลอร์หรือการจัดฟันเพียงอย่างเดียว   ขากรรไกรบน (Maxilla) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของใบหน้าส่วนบน รองรับฟันบน และมีผลต่อสัดส่วนใบหน้า การสบฟัน รอยยิ้ม รวมถึงทางเดินหายใจ หากตำแหน่งของกระดูกผิดปกติ จะส่งผลต่อทั้งความงามและการใช้งานพร้อมกัน   Le Fort Osteotomy คือการผ่าตัดแยกขากรรไกรบนออกจากกะโหลกชั่วคราว เพื่อเลื่อนเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ตามแผนการรักษา ก่อนยึดด้วยแผ่นไทเทเนียม โดยระดับที่ใช้บ่อยในด้านความงามคือ Le Fort I ซึ่งสามารถปรับตำแหน่งได้หลายทิศทาง เช่น เลื่อนหน้า ยกขึ้น ลดลง หรือหมุน เพื่อแก้ไขสัดส่วนใบหน้าและการสบฟันอย่างแม่นยำ   ในกรณีที่มีความผิดปกติทั้งขากรรไกรบนและล่างร่วมกัน จะใช้ Double Jaw Surgery (ผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างพร้อมกัน) เพื่อให้ผลลัพธ์ด้านโครงสร้าง การสบฟัน และความสมดุลของใบหน้าสอดคล้องกันมากที่สุด ภายใต้การผ่าตัดเพียงครั้งเดียว การผ่าตัดดำเนินการภายใต้ยาสลบ แผลอยู่ภายในช่องปาก ไม่มีแผลภายนอก ระยะเวลาผ่าตัดเฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงสำหรับ Le Fort I และ 4-5 ชั่วโมงสำหรับ Double Jaw โดยพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 2-3 คืน ข้อบ่งชี้หลักของ Le Fort I ยิ้มเห็นเหงือกมาก (Gummy Smile) ใบหน้ากลางเว้า (Midface Retrusion) ฟันสบผิดปกติจากโครงกระดูก ใบหน้ายาวหรือสั้นเกินสัดส่วนใบหน้าเอียงไม่สมมาตร ระยะพักฟื้นโดยประมาณ Le Fort I: กลับทำงานได้ใน 3-4 สัปดาห์ ผลลัพธ์ชัดเจนใน 6 เดือน Double Jaw Surgery: กลับทำงานได้ใน 4-6 สัปดาห์ ผลลัพธ์สมบูรณ์ใน 6-12 เดือน ความเสี่ยงที่อาจพบ ได้แก่ อาการชาชั่วคราวบริเวณแก้มและริมฝีปากบน บวม การปรับการสบฟันเพิ่มเติม รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย เช่น การติดเชื้อหรือกระดูกไม่ประสาน ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการวางแผนล่วงหน้าและเทคโนโลยีเฉพาะบุคคล การประเมินโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางร่วมกับการวางแผน 3 มิติ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์มีความแม่นยำ ปลอดภัย และสอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลในระยะยาว Contact us 4180/6 Rama IV Road, Phra Khanong Subdistrict, Khlong Toei District, Bangkok 10110, Thailand 097 456 4446 ONE Surgery & Aesthetics Clinic @ONEClinic +66634156394 Recent Posts Search Search ONE Surgery & Aesthetics Clinic At ONE Surgery and Aesthetics, we are your trusted partner in enhancing your appearance and youthful charm through cutting-edge technology.